สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน เกิดจากอะไร? รู้ทันต้นเหตุ ป้องกันได้ก่อนเรื้อรัง
เผยแพร่ 25 ตุลาคม 2026 · อ่าน 4 นาที
แสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว จุกเสียดหลังกินอาหาร อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน มาทำความเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากอะไร ปัจจัยไหนที่ทำให้อาการแย่ลง และจะป้องกันได้อย่างไร
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease หรือ GERD) คือภาวะที่น้ำย่อยหรือกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหารบ่อยครั้ง จนทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือการอักเสบของหลอดอาหาร
การมีกรดไหลย้อนเป็นครั้งคราว เช่น หลังกินอาหารมื้อใหญ่ ถือเป็นเรื่องที่พบได้ในคนทั่วไป แต่หากเกิดขึ้นบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน จึงจะถือว่าเป็น "โรค"
อาการที่พบบ่อย
อาการทั่วไป
- แสบร้อนบริเวณกลางอกหรือลิ้นปี่ (Heartburn)
- เรอเปรี้ยว มีรสเปรี้ยวหรือขมในปากหรือลำคอ
- จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด
- รู้สึกเหมือนมีอาหารติดอยู่ในลำคอ
อาการนอกหลอดอาหาร
- ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะตอนกลางคืน
- เสียงแหบ เจ็บคอเรื้อรัง
- รู้สึกมีเสมหะในลำคอตลอดเวลา
- อาการหอบหืดแย่ลง
สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อน
1. หูรูดหลอดอาหารส่วนล่างทำงานผิดปกติ
นี่คือ สาเหตุหลักที่สำคัญที่สุด ตรงรอยต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหารจะมีกล้ามเนื้อหูรูด (Lower Esophageal Sphincter หรือ LES) ทำหน้าที่เหมือนประตูที่เปิดให้อาหารผ่านลงไป แล้วปิดเพื่อกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมา
เมื่อหูรูดนี้อ่อนแรง ปิดไม่สนิท หรือคลายตัวบ่อยกว่าปกติ กรดจึงไหลย้อนขึ้นมาได้ง่าย
2. ภาวะไส้เลื่อนกระบังลม
ไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia) คือภาวะที่กระเพาะอาหารส่วนบนเลื่อนขึ้นไปเหนือกระบังลม ทำให้กลไกการป้องกันกรดไหลย้อนทำงานได้ไม่ดี พบได้บ่อยขึ้นในผู้สูงอายุและผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
3. แรงดันในช่องท้องสูง
เมื่อมีแรงกดต่อกระเพาะอาหารมากขึ้น กรดจะถูกดันขึ้นไปในหลอดอาหารได้ง่าย ปัจจัยที่ทำให้แรงดันในช่องท้องสูง ได้แก่
- น้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง
- การตั้งครรภ์
- การใส่เสื้อผ้าหรือเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณเอว
- การยกของหนักหรือก้มตัวบ่อยหลังกินอาหาร
4. กระเพาะอาหารบีบตัวช้า
หากกระเพาะอาหารเคลื่อนอาหารลงสู่ลำไส้ได้ช้า อาหารและกรดจะค้างอยู่ในกระเพาะนาน เพิ่มโอกาสที่จะไหลย้อนขึ้นมา
ปัจจัยกระตุ้นจากพฤติกรรม
พฤติกรรมการกิน
- กินอาหารมื้อใหญ่ หรือกินจนอิ่มแน่นเกินไป
- นอนราบหรือเอนตัวทันทีหลังกินอาหาร
- กินมื้อดึกใกล้เวลานอน
- กินเร็วเกินไป
อาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นอาการ
- อาหารมัน ของทอด
- อาหารเผ็ดจัด หรือเปรี้ยวจัด
- ช็อกโกแลตและมินต์
- กาแฟ ชา และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- น้ำอัดลม
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อาหารที่กระตุ้นอาการแตกต่างกันในแต่ละคน ควรสังเกตว่าอาหารใดทำให้อาการแย่ลงสำหรับตัวเอง
การสูบบุหรี่
นิโคตินทำให้หูรูดหลอดอาหารคลายตัว และลดการหลั่งน้ำลายซึ่งช่วยลดความเป็นกรดในหลอดอาหาร
ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ความเครียดอาจไม่ได้ทำให้กรดเพิ่มขึ้นโดยตรง แต่ทำให้ร่างกายรับรู้อาการแสบร้อนไวขึ้น และมักทำให้พฤติกรรมการกินและการนอนแย่ลง
ยาบางชนิดที่อาจทำให้อาการแย่ลง
- ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน ซึ่งระคายเคืองทางเดินอาหาร
- ยาลดความดันบางกลุ่ม เช่น ยากลุ่มต้านแคลเซียม
- ยาขยายหลอดเลือดกลุ่มไนเตรต
- ยานอนหลับหรือยาคลายกังวลบางชนิด
- ยารักษาโรคกระดูกพรุนบางชนิด
ห้ามหยุดยาเอง หากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่ทำให้อาการแย่ลง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ภาวะแทรกซ้อนหากปล่อยไว้
หากเป็นกรดไหลย้อนเรื้อรังและไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่
- หลอดอาหารอักเสบ และอาจเกิดแผลในหลอดอาหาร
- หลอดอาหารตีบ ทำให้กลืนลำบาก
- ภาวะบาร์เร็ตต์ (Barrett's Esophagus) คือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหาร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร
วิธีป้องกันและลดอาการ
- กินมื้อเล็กลง แบ่งเป็นหลายมื้อ และไม่กินจนอิ่มแน่น
- เว้นระยะหลังกินอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ก่อนนอนหรือเอนตัว
- ยกหัวเตียงให้สูงขึ้น ประมาณ 6-8 นิ้ว (การหนุนหมอนหลายใบอาจไม่ได้ผลเท่า)
- ควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักช่วยลดอาการได้ชัดเจนในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
- งดสูบบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ ของตัวเอง
- ไม่ใส่เสื้อผ้ารัดเอว โดยเฉพาะหลังมื้ออาหาร
- จัดการความเครียด และนอนหลับให้เพียงพอ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
- มีอาการกรดไหลย้อนมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์
- กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วเจ็บ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระสีดำ
- อายุมากกว่า 50 ปีและเพิ่งเริ่มมีอาการ
หากเจ็บแน่นหน้าอก ร้าวไปที่แขน กราม หรือหลัง มีเหงื่อออก หายใจไม่อิ่ม ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นโรคหัวใจ ซึ่งมีอาการคล้ายกรดไหลย้อนได้
สรุป
สาเหตุหลักของโรคกรดไหลย้อนคือการทำงานผิดปกติของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง โดยมีปัจจัยเสริมทั้งจากภาวะทางร่างกาย เช่น ไส้เลื่อนกระบังลม น้ำหนักเกิน การตั้งครรภ์ และจากพฤติกรรม เช่น การกินมื้อใหญ่ การนอนหลังกิน อาหารบางชนิด การสูบบุหรี่ และแอลกอฮอล์ ข่าวดีคือหลายปัจจัยสามารถปรับเปลี่ยนได้ การดูแลพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยลดอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์